วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8


ความรู้ที่ได้รับ

- กิจกรรมการนำเสนอการร้องเพลงของเพื่อน   และให้ตัวแทนกลุ่มออกมาสมมุติบทบาทเป็นครู บรรยากาศการเรียนการสอนช่วงนี้ สนุกสนานเฮฮามาก อดขำกันไม่ได้เลย 









กิจกรรมต่อมา คือ  กิจกรรมการเล่นเกมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนเนื้อหาต่อไป เกมนั้นคือการกระซิบคำจากคนแรก จนมาถึงคนสุดท้ายของแถว แล้วให้คนสุดท้าย ลุกขึ้นพูดคำที่ได้รับจากการฟังเพื่อนบอกมา ถ้าหากกลุ่มใดพูดได้ถูกต้องตามแบบที่ครูให้ ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ การจดจำรายละเอียดของประโยคนั้นได้ดี
                                          "กระซิบกันใหญ่เลย "
                                     " หลังจากทำกิจกรรมเสร็จก็เริ่มเข้าสู่บทเรียนกันเลย"








  • ก็เข้าสู่เนื้อหาด้านวิชาการเกี่ยวกับ "การสอนแบบโครงการ (Project Approach)" ในการบรรยายความรู้จากอาจารย์นั้น ก็จะมีตัวอย่างโครงการของเด็ก ๆ มาให้ศึกษาด้วย ซึ่งจากที่จับใจความได้ ทำให้ได้ความรู้ ดังต่อไปนี้
  • การทำโครงการ คือ การให้เด็กระดมสมอง หรือระดมความคิดกัน (จะไม่ใช้คำว่า โหวต) ว่าเด็ก ๆ มีความสนใจ และอยากจะทำเรื่องอะไร เมื่อสรุปได้แล้ว 
  • วันต่อมา ครูก็ต้องเตรียมแผ่นชาร์ต ขีดเส้นเตรียมเขียนให้เรียบร้อย เพื่อนำมาสอบถามประสบการณ์เดิมของเด็ก ๆ แต่ละคนที่มีต่อเรื่องที่จะทำ
  • วันต่อมา คือ แผ่นชาร์ตคำถามที่เด็กอยากรู้ โดยถามทีละคน จนครบ 
  • และวันต่อมา จะต้องมีแผ่นชาร์ต สอบถามกิจกรรมที่เด็กอยากทำ ซึ่งการทำโครงการนั้นจะต้องตอบคำถามที่เด็กถามได้ทั้งหมด ดำเนินการตามกิจกรรม และสรุปจัดนิทรรศการ




จากนั้น อาจารย์ก็ให้ดูวิดิโอเกี่ยวกับการสอนแบบโครงการ (Project Approach) เรื่อง "กล้องถ่ายรูป" ของโรงเรียนเกษมพิทยา เพื่อเป็นตัวอย่าง และทำให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น


  • กระบวนการที่สำคัญในการสอนแบบโครงการ (Project Approach) นั้น มี 5 ข้อ ดังนี้
  1. การอภิปรายกลุ่ม
  2. การนำเสนอประสบการณ์
  3. การศึกษานอกสถานที่ หรืองานในภาคสนาม
  4. การสืบค้น
  5. การจัดแสดง















การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

  • สามารถเป็นแนวทางในการจัดการสอนในอนาคต เกี่ยวกับการสอนแบบโครงการ (Project Approach) เพื่อนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง และสามารถต่อยอดให้โครงการมีความน่าสนใจ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้รอบด้าน
การประเมินผล
ประเมินตนเอง : ตั้งใจทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ และตั้งใจฟัง ในการสอนโครงการ (Project Approach)
ประเมินเพื่อนเพื่อน ๆ ทุกคน เมื่อถึงเวลาทำกิจกรรมก็ช่วยกันเต็มที่ จริงจัง
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์เตรียมการสอนมาดีมาก มีการสอดแทรกกิจกรรมสนุก ๆ และฝึกสมาธิก่อนจะเรียน ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6

ความรู้ที่ได้รับ

- ก่อนอ่านคำคล้องจองให้เด็กฟังเราควรมีการเก็บเด็กหรือใช้กิจกรรมต่้างๆเพื่อให้เขามีสมาธิอยู่กับเรา

เริ่มกิจกรรมวันนี้.-

- อาจารย์พาอ่านคำคล้องจองเป็นตัวอย่าง แล้วจึงให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนองานที่รับผิดชอบ หรือสมมติบทบาทเป็นครูที่พาเด็ก ๆ อ่านนั่นเอง...


  
ต่อจากนั้นแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอคำคล้องจองของกลุ่มตัวเอง




นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
-มีทักษะในการแต่งและได้เทคนิคเกี่ยวกับการแต่งคำคล้องจองเพิ่มมมากขึ้นกว่าเดิม
- นำไปประยุกต์ใช้ในอนาคตได้


ประเมิน
- ตนเอง
ตั้งใจเรียน  ดุเพื่อนนนำเสนองานเพื่อนนำเสนองานได้สนุกมากค่ะ
-เพื่อน 
นำเสนองานดีมากค่ะ  
- อาจารย์
มีการชี้แนะและติชม  พร้อมกับหัวเราะในการนำเสนองานของเพื่อนๆที่มีความสนุกสนานมากค่ะ

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7

ความรู้ที่ได้รับ

-กิจกรรมการแต่งไม้ชี้มหัศจจรย์  หรือไม้ชี้กระดานและกิจกรรมอีกอย่างคือ  แต่งเพลง    เพลง  " ปลา "
  


  






มีการนำตัวอย่างการแต่งคำคล้องจองและเพลงมาให้ดูเป็รนตัวอย่่าง
-มีการแจกสีให้ด้วย



-มีการแจกสีให้ด้วย






  การนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้- สามารถออกแบบไม้เ้ป็นรูปแบบต่างๆให้เด็กสนใจที่จะเรียนกับเรา
- เรียนรู้การแต่งเพลงจากคำคล้ิงจิงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ประเมิน- ตนเอง
ตั้งใจทำงานที่ตนเองได้รับมอบหมายให้สำเร็จ-  เพื่อนเพื่อน ๆ ตั้งใจทำงาน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้งานทุกชิ้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

- อาจารย์
สอนให้เข้าใจในเนื้อหาและเทคนิคการแต่งเพลงว่าเราควรใช้ทำนองของเพลงอะไรดี  ถึงจะเหมาะกับเพลงของเรา สอนสนุกทำให้ไม่น่าเบื่อ    มีการแนะนำเทคนิคต่างๆ ให้แก่เราในการไปสอนเด็กในอนาคต

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5  

-  อาจารย์ให้ออกมานำเสนหน้าห้องเกี่ยวกับคล้องจอง  ซึ่งกลุ่มของดิฉันทำเรื่อง  ปลา  โดยการนำเสนอให้เป็นแบบการสอนและใช้วิธีเก็บเด็กในแบบที่เราถนัด  โดยอาจารย์ออกมาสาธิตให้ดูก่อน

 - โดยตั้งคำถามให้เด็กๆในห้องตอบ  2-3 ข้อ


- อาจารย์แจกเพลงให้เป็นการบ้านเพื่อนำมาร้องอาทิตย์ถัดไป


การนำความรู้ที่ได้รับไปใช้

-  การนำเสนอครั้งนี้ทำให้รู้ว่า  ตนเองยังขาดความมั่นในในการสอนและการสะกดคำ  ต้องสร้างความมมั่นใจให้กับตนเองมากกว่านี้ต้องหัดฝึกพูด และเก็บเด็กให้มีเทคนิคและเสียงทมี่น่าสนใจในการดึงความสนใจของเด็กให้เขามาสนใจเรา  และการทำคำคล้องจองยังฝึกให้เราแต่งและรู้จักจดจำเพื่อนำเด็กในการท่อง  โดยเด็กก็จะซึมซับกับที่เราพูดหรือสอนไปด้วยทุกๆวัน  และยังนำไปปรับใช้กับเด็กได้จริงในการสนอในอนาคตข้างหน้าค่ะ


ประเมิน-ตนเอง   

ตั้งใจนำเสนองงานเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับการสอนในอนาคต และนำไปเป็นแนวทางในการเก็บเด็ก  และรู้จักให้เด็กท่องจำเกี่ยวกับคำคล้องจอง

 -เพื่อน

 ตั้งใจฟังเรานำเสนอพร้อมทำกิจกรรมร่วมกับเรา  และเพื่อนก็นำเสนองานออกมาได้ดี






  -อาจารย์

อาจารย์แนะแนวทางในเรื่องการนำเสนอ  และให้เราซักซ้อมการนำเสนอของตนเอง  โดยให้คิดว่าเพื่ิอนๆคือเด็กจริงๆ  และให้เราใช้น้ำเสียงที่  สูง  ต่ำ  เพื่อดึงความสนใจของเด็ก



วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนรู้ครั้่งที่4

บันทึกการเรียนรู้ครั้่งที่4  ความรู้ที่ได้รับ•เป็นสิ่งที่สะท้อนปรัชญาและความเชื่อของครูเกี่ยวกับการเรียนรู้
1.มุมมองด้านโครงสร้างของภาษา
-การประสมคำ
-ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติการใช้ภาษาของเด็ก
-สนใจ อยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบๆตัว
-ช่างสงสัย ช่างซักถาม
-มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ
-ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
-เสนอแนวทางการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
-มีความเชื่อมโยงระหว่างภาษากับความคิด
2.การสอนภาษาแบบธรรมชาติ
-สอนแบบบูรณาการ / องค์รวม
-สอนในสิ่งที่เด็กสนใจและมีความหมายสำหรับเด็ก
-สอนสิ่งใกล้ตัวเด็กและอยู่ในชีวิตประจำวัน
-สอดแทรกการฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อมกับการทำกิจกรรม
-ไม่เข้มงวดกับการท่อง สะกด
หลักการของการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
-ตัวหนังสือที่ปรากฏในห้องเรียนจะต้องมีเป้าหมายในการใช้จริงๆ
-หนังสือที่ใช้ จะต้องเป็นหนังสือที่ใช้ภาษาที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัว
-เด็กสื่อสารโดยมีพื้นฐานจากประสบการณ์จริง
-เด็กอ่านและเขียนอย่างมีจุดมุ่งหมาย
-เด็กได้ใช้เวลาในการอ่านและเขียนตามโอกาส
3. การเป็นแบบอย่าง
-ครูอ่านและเขียนโดยมีจุดมุ่งหมายในการใช้ให้เด็กเห็น
-ครูเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กเห็นว่าการอ่านเป็นเรื่องสนุก
4. การตั้งความคาดหวัง
-ครูเชื่อมั่นว่าเด็กมีความสามารถในการอ่านและการเขียน-เด็กสามารถอ่าน เขียนได้ดีและถูกต้องยิ่งขึ้น
5. การคาดคะเน
-เด็กมีโอกาสที่จะทดลองกับภาษา
-เด็กได้คาดเดาหรือคาดคะเนคำที่จะอ่าน
-ไม่คาดหวังให้เด็กอ่านและเขียนได้เหมือนผู้ใหญ่
6. การใช้ข้อมูลย้อนกลับ
-ตอบสนองความพยายามในการใช้ภาษาของเด็ก
-ยอมรับการอ่านและการเขียนของเด็ก
-ตอบสนองเด็กให้เหมาะสมกับสถานการณ์
7. การยอมรับนับถือ
-เด็กมีความแตกต่างระหว่างบุคคล
-เด็กได้เลือกกิจกรรมที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง
-ในช่วงเวลาเดียวกันเด็กไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมอย่างเดียวกัน
-ไม่ทำกิจกรรมตามลำดับขั้นตอน
8. การสร้างความรู้สึกเชื่อมั่น
-ให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่ใช้ภาษา
-ครูจะต้องทำให้เด็กไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
-ไม่ตราหน้าเด็กว่าไม่มีความสามารถ
-เด็กมีความเชื่อมั่นว่าตนมีความสามารถ
-ครูคาดหวังเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน
-ใช้ประสบการณ์ตรงในการสนับสนุนการอ่าน การเขียน
-ครูควรยอมรับกับความไม่ถูกครบถ้วนของเด็ก
-ครูสร้างความสนใจในคำและสิ่งพิมพ์
- แนวทางการจัดประสบการณ์  ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
แนวทางในการจัดประสบการณ์ทางภาษาของเด็ก
นำไปสู่การกำหนดกระบวนการที่ใช้อย่างแตกต่างกันRichard and Rodger (1995) ได้แบ่งมุมมองต่อภาษาในการจัดประสบการณ์เป็น 3 กลุ่ม

1.มุมมองด้านโครงสร้างของภาษา
  - นำองค์ประกอบย่อยของภาษามาใช้ในการสื่อความหมาย
  - เสียง ไวยากรณ์ การประกอบคำเป็นวลี หรือประโย2. มุมมองด้านหน้าที่ของภาษา
  - เชื่อว่าภาษาเป็นเครื่องมือสำหรับสื่อความหมาย
  - การจัดประสบการณ์เน้นการสื่อความหมาย
  - ไม่ได้ละทิ้งแบบแผนหรือไวยากรณ์
3. มุมมองด้านปฏิสัมพันธ์  - เชื่อว่าภาษาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม
  - การแลกเปลี่ยนประสบการณ์
  - เด็กมีปฏิสัมพันธ์ผ่านการใช้ภาษาการสอนแบบอ่านแจกลูก (Phonic)
-พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด-ไม่สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ภาษาของเด็กธรรมชาติของเด็กปฐมวัย-เลียนแบบคนรอบข้างKenneth Goodman
แนวทางการสอนมีพื้นฐานมาจากการเรียนรู้และธรรมชาติของเด็ก  (Whole   Language)
ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
-เด็กเรียนรู้ภาษาจากประสบการณ์และการลงมือกระทำ
-เด็กเรียนรู้จากกิจกรรม การเคลื่อนไหวของตนเองและการได้สัมผัสจับต้องกับสิ่งต่างๆ แล้วสร้างความรู้ขึ้นมาด้วยตนเอง
-อิทธิพลของสังคมและบุคคลอื่นๆ มีผลต่อการเรียนรู้ภาษาของเด็ก
การสอนภาษาธรรมชาติไม่บังคับให้เด็กเขียนนฤมน เนียมหอม (2540)
1. การจัดสภาพแวดล้อม
เด็กมีส่วนในการจัดสภาพแวดล้อม2. การสื่อสารที่มีความหมาย
 บทบาทครู (นิรมล ช่างวัฒนชัย, 2541)

-ครูคาดหวังเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน
-ใช้ประสบการณ์ตรงในการสนับสนุนการอ่าน การเขียน
-ครูควรยอมรับกับความไม่ถูกครบถ้วนของเด็ก  
-ครูสร้างความสนใจในคำและสิ่งพิมพ์
- กิจกรรมฝึกสามธิก่อนเริ่มบทเรียน
-หน่วยการเรียนต่างๆของเด็กปฐมวัย
- เพลงเก็บเด็ก 
"แก้ว  กะลา ขันโอ่ง  เป่าลูกโป่ง  โอ่ง  ขัน  กะลา  แก้ว"
การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
- นำเพลงเก็บเด็กไปใช้เวลาเด็กคุยหรือซนมากๆ
- นำความรู้ที่ได้เรื่องภาษาธรรมชาติของเด็กนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอนในอนาคต
- มุมมองด้านโครงสน้างของภาษา
- หลักการสอนภาษาธรรมชาติ

-แนวทางในการจัดประสบการณ์ทางภาษาของเด็ก

- บทบาทของครู
ประเมิน
- ตนเอง
ตั้งใจเรียนและจะนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการสอนในอนาคตและกิจกรรมที่อาจารย์สอนเกี่ยวกับการร้องเพลง ภาษาธรรมชาติของเด็ก ฯลฯ เป็นต้น
-เพื่อน  ตั้งใจเรียนดี  มีการร่วมกิจกรรมที่ดี  กับเพื่อนในห้องและอาจารย์
-  อาจารย์
สอนเนื้อหา  กระชับ  เข้าใจง่าย  มีการยกตัวอย่างและนำหนังสือสำหรับเด็ก  และการใช้ภาษาของเด็กมาให้ดูเป็นตัวอย่าง
-ภาพกิจกรรมภายในห้อง

 ภาพหนังสือภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย








 อาจารย์ให้เล่นเกมเพื่อเรียกสมาธิก่อนเรียน
 - คลิปวีดีดอการตอบคำถามผิดของเพื่อนๆ





วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่3  

แนวคิดนักการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ  การพัฒนาภาษาของเด็กปฐมวัย
อาจารย์สอนเรื่องแนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมทฤษฎีการเรียนรู้ของ Skinner
• สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางภาษา

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

บันทึกกการเรียนรู้ครั้งที่2

ความรู้ที่ได้รับ

- เรียนรู้การลิ้งค์ชื่อบล็อคของเพื่อน
-  ทบทวนเพลง5 เพลง
- เรียนรู้ภาษาของเพื่อนบ้าน
- ทำป้ายชื่อของตัวเอง
- เรียนรู้เพลงใหม่เพิ่มอีก5  เพลง

การนำไปประยุกต์ใช้

- สามารถทำลิงค์รายชื่อเพื่อนได้
- สามารถตกแต่งรูปแบบบล็อคของตนเองได้
- สามารถร้องเพลงได้เพิ่มอีก5  เพลง

การประเมิน

ตนเอง

- ตัวดิฉันตั้งใจเรียนดี  และสามารถนำความรู้ที่อาจารย์สอนนั้นมาปรับใช้กับการใช้ภาษาของตนเองในอนาคตได้

เพื่อน

-เพื่อนๆในห้องตั้งใจเรียนดีค่ะ  สามารถร่วมกันทำกิจกรรมได้ดี

อาจารย์

-สอนเนื้อหาเจ้าใจง่าย  มีความเป็นกันเองกับเรา  และอาจารย์ยังสอนร้องเพลงและทำกิจกรรมอื่นๆได้อย่างดีมากค่ะ